สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักเหตุความเห็น"เบอร์นันเก้"กระตุ้นนักลงทุนเทขาย
สัญญาทองคำ COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค.ร่วงลง 15.70 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,229.90 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,231.10 - 1,242.60 ดอลลาร์
ขณะที่สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนก.ค.ดีดขึ้น 5.20 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,534.00 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 13.10 ดอลลาร์ ปิดที่ 455.25 ดอลลาร์/ออนซ์
ส่วนสัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ค.ลดลง 28.80 เซนต์ ปิดที่ 18.189 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ค.ดีดขึ้น 7.05 เซนต์ ปิดที่ 2.85 ดอลลาร์/อออนซ์
นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำอย่างหนักเพราะมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มแข็งแกร่งและสามารถต้านทานวิกฤตการณ์การเงินในยุโรปได้ จึงพากันลดการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยง โดยการเทขายเกิดขึ้นหลังจากเบอร์นันเก้แสดงความเชื่อมั่นว่า วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐแค่ในระดับปานกลางเท่านั้น และเศรษฐกิจสหรัฐยังคงอยู่ใน "ระยะฟื้นตัว" แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆ ที่รวมถึงอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับสูง และตลาดอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบางก็ตาม
กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ถือครองทองคำแท่ง 1,298.530 ตันเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. เพิ่มขึ้น 12.171 ตันจากระดับ 1,286.359 ตันของวันที่ 4 มิ.ย.
วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553
นลท.วิตกศก.ถดถอยรอบสอง
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (20 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า เศรษฐกิจจะเผชิญภาวะถดถอยรอบสอง จากผลพวงของการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของสหรัฐเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
ดัชนี FTSE 100 ร่วงลง 16.01 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 5,195.28 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนวันนี้เผชิญกับปัจจัยลบจากกระแสความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจเผชิญภาวะถดถอยรอบสอง ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มสถาบันการเงินปรับตัวเคลื่อนไหวในแดนลบทั่วทั้งกระดาน โดยมีหุ้นรอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ กรุ๊ป ตกลงหนักสุดถึง 2.26%
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจจะเผชิญภาวะถดถอยรอบสองมาจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่แล้ว พุ่งขึ้น 12,000 ราย สู่ระดับ 500,000 ราย ขณะที่ดัชนีกิจกรรมด้านการผลิตในเขตมิด-แอตแลนติกหดตัวลงสู่ระดับ -7.7 จุดในเดือนส.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะดีดตัวขึ้น
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มทรัพยากรเหมืองก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยเฉพาะหุ้น Kazakhmys ที่ตกลงไป 3.79%
ขณะเดียวกัน หุ้นบริติช แอร์เวย์ปรับตัวลดลง 2.74% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานราวครึ่งหนึ่งวิ่งสูงขึ้นสู่แดนบวก นำโดยหุ้นบีจี กรุ๊ปที่พุ่งขึ้น 5.92% และหุ้นดานา ปิโตรเลียมทะยานขึ้น 5.96%
ดัชนี FTSE 100 ร่วงลง 16.01 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 5,195.28 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนวันนี้เผชิญกับปัจจัยลบจากกระแสความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจเผชิญภาวะถดถอยรอบสอง ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มสถาบันการเงินปรับตัวเคลื่อนไหวในแดนลบทั่วทั้งกระดาน โดยมีหุ้นรอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ กรุ๊ป ตกลงหนักสุดถึง 2.26%
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจจะเผชิญภาวะถดถอยรอบสองมาจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่แล้ว พุ่งขึ้น 12,000 ราย สู่ระดับ 500,000 ราย ขณะที่ดัชนีกิจกรรมด้านการผลิตในเขตมิด-แอตแลนติกหดตัวลงสู่ระดับ -7.7 จุดในเดือนส.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะดีดตัวขึ้น
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มทรัพยากรเหมืองก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยเฉพาะหุ้น Kazakhmys ที่ตกลงไป 3.79%
ขณะเดียวกัน หุ้นบริติช แอร์เวย์ปรับตัวลดลง 2.74% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานราวครึ่งหนึ่งวิ่งสูงขึ้นสู่แดนบวก นำโดยหุ้นบีจี กรุ๊ปที่พุ่งขึ้น 5.92% และหุ้นดานา ปิโตรเลียมทะยานขึ้น 5.96%
วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 140 จุดเมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากมีรายงานว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในสัปดาห์ที่แล้วของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับ 500,000 ราย และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า กิจกรรมด้านการผลิตในเขตมิด-แอตแลนติกหดตัวลงในเดือนส.ค.
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลง 144.33 จุด หรือ 1.39% ปิดที่ 10,271.21 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 18.53 จุด หรือ 1.69% ปิดที่ 1,075.63 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 36.75 จุด หรือ 1.66% ปิดที่ 2,178.95 จุด
-- สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า กิจกรรมด้านการผลิตในเขตมิด-แอตแลนติกหดตัวลงอย่างรุนแรงในเดือนส.ค. และกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในสัปดาห์ที่แล้วของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับ 500,000 ราย
สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนก.ย.ร่วงลง 99 เซนต์ ปิดที่ 74.43 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 74.43 - 74.30 ดอลลาร์
-- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดเพิ่มขึ้นเมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของสหรัฐ รวมถึงจำนวนชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการว่างงานสัปดาห์ที่แล้วพุ่งขึ้นแตะระดับ 500,000 คน ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของสหรัฐที่ระบุว่ากิจกรรมด้านการผลิตในเขตมิด-แอตแลนติกหดตัวลงอย่างรุนแรงในเดือนส.ค. ได้ฉุดสัญญาพลาตินัมและพัลลาเดียมร่วงลง
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้น 4.00 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,235.40 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,229.50 - 1,239.50 ดอลลาร์
-- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐทำให้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณถึงความไม่แน่นอนและเปราะบาง ทำให้นักลงทุนจำนวนมากวิตกกังวล และส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินเยนและสกุลเงินอื่นๆ
ค่าเงินยูโรร่วงลง 0.29% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.2818 ดอลลาร์ จากระดับของวันพุธ (18 ส.ค.) ที่ระดับ 1.2855 ดอลลาร์ และเงินปอนด์ดิ่งลง 0.04% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.5593 ดอลลาร์ จากระดับ 1.5600 ดอลลาร์
-- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของสหรัฐได้ฉุดราคาพลังงานและโลหะพื้นฐานในตลาดโลกดิ่งลง ซึ่งทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเหมืองแร่ในตลาดหุ้นลอนดอนร่วงลงด้วย
ดัชนี FTSE 100 ดิ่งลง 91.58 จุด หรือ 1.73% ปิดที่ 5,211.29 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 5,205.64 - 5,336.35 จุด
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 140 จุดเมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากมีรายงานว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในสัปดาห์ที่แล้วของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับ 500,000 ราย และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า กิจกรรมด้านการผลิตในเขตมิด-แอตแลนติกหดตัวลงในเดือนส.ค.
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลง 144.33 จุด หรือ 1.39% ปิดที่ 10,271.21 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 18.53 จุด หรือ 1.69% ปิดที่ 1,075.63 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 36.75 จุด หรือ 1.66% ปิดที่ 2,178.95 จุด
-- สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า กิจกรรมด้านการผลิตในเขตมิด-แอตแลนติกหดตัวลงอย่างรุนแรงในเดือนส.ค. และกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในสัปดาห์ที่แล้วของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับ 500,000 ราย
สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนก.ย.ร่วงลง 99 เซนต์ ปิดที่ 74.43 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 74.43 - 74.30 ดอลลาร์
-- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดเพิ่มขึ้นเมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของสหรัฐ รวมถึงจำนวนชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการว่างงานสัปดาห์ที่แล้วพุ่งขึ้นแตะระดับ 500,000 คน ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของสหรัฐที่ระบุว่ากิจกรรมด้านการผลิตในเขตมิด-แอตแลนติกหดตัวลงอย่างรุนแรงในเดือนส.ค. ได้ฉุดสัญญาพลาตินัมและพัลลาเดียมร่วงลง
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้น 4.00 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,235.40 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,229.50 - 1,239.50 ดอลลาร์
-- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐทำให้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณถึงความไม่แน่นอนและเปราะบาง ทำให้นักลงทุนจำนวนมากวิตกกังวล และส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินเยนและสกุลเงินอื่นๆ
ค่าเงินยูโรร่วงลง 0.29% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.2818 ดอลลาร์ จากระดับของวันพุธ (18 ส.ค.) ที่ระดับ 1.2855 ดอลลาร์ และเงินปอนด์ดิ่งลง 0.04% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.5593 ดอลลาร์ จากระดับ 1.5600 ดอลลาร์
-- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของสหรัฐได้ฉุดราคาพลังงานและโลหะพื้นฐานในตลาดโลกดิ่งลง ซึ่งทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเหมืองแร่ในตลาดหุ้นลอนดอนร่วงลงด้วย
ดัชนี FTSE 100 ดิ่งลง 91.58 จุด หรือ 1.73% ปิดที่ 5,211.29 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 5,205.64 - 5,336.35 จุด
วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สรุปภาวะ Gold Futures By GT Wealth Management
ราคาทองคำในตลาดโลกช่วงเช้าปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดในช่วงตลาดสหรัฐใกล้ระดับ 1,226 ดอลล่าร์ต่อออนซ์ โดยนักลงทุนในตลาดยังคงกังวลในเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลายประเทศเริ่มมีแนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐ จีน รวมถึงญี่ปุ่น ทำให้การคาดการผลตอบแทนที่ลดลงรวมถึงความเสี่ยงในอนาคตเพิ่มขึ้น จึงมีการสะสมทองคำเพิ่มทำให้ราคาทรงตัวในกรอบสูง โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาปริมาณการซื้อขายในตลาดนิวยอร์กไม่สูงมากนักมีประมาณ 70,647 สัญญา ส่วนค่าเงินบาทเช้าปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยใกล้ระดับ 31.73 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ โกลด์ฟิวเจอร์สัญญาสิ้นสุดอายุเดือนสิงหาคม (GFQ10) เปิดตลาดที่ราคาเดียวกับราคาปิดในช่วงวันจันทร์ (16 ส.ค. 53) โดยเปิดที่ระดับราคา 18,490 บาท ราคาทองคำที่ประกาศโดยสมาคมค้าทองคำวันนี้ ราคาเสนอซื้อ 18,300 บาท ราคาเสนอขาย 18,400 บาท
วายแอลจี เนะนักลงทุนถือทองคำต่อ เผยทิศทางสัปห์ดานี้เคลื่อนไหว1,190 — 1,243 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐออกมาส่งสัญญาณว่าจะนำรายได้จากตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับ (MBS) และตราสารที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันของแฟนนี เม และ เฟรดดี แมคซึ่งครบกำหนดไถ่ถอนแล้วนั้น ไปซื้อพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลในขณะที่ตลาดไม่ได้ตอบรับต่อท่าทีดังกล่าวในเชิงบวก นอกจากนั้นแล้วการส่งสัญญาณดังกล่าวของเฟดกลับทำให้นักลงทุนมองว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังเผชิญกับการชะลอตัวอย่างชัดเจนมากขึ้น ในขณะที่นักลงทุนยังคงไม่มั่นใจว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาล่าสุดยังคงสะท้อนไปในทิศทางที่ไม่สู้ดีมากนัก ซึ่งแน่นอนว่าด้วยสถานกาณ์ดังกล่าวจะเป็นแรงหนุนสำคัญของราคาทองคำให้สามารถขยับเพิ่มสูงขึ้นได้ ในฐานะเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย ในขณะที่แรงกดดันที่มีต่อเฟดให้ใช้นโยบายเชิงปริมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะมีต่อไป และจะเป็นอีกปัจจัยหนุนของราคาทองคำหากเฟดเลือกใช้วิธีอัดฉีดเงินก้อนใหม่เข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง อย่างไรก็ตามนักลงทุนจำเป็นต้องจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐเป็นพิเศษ ทั้งนี้เนื่องจากยังคงมีความเป็นไปได้ที่ทางเฟดจะออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งมากกว่านี้หรือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อนขึ้น และแน่นอนว่ามาตรการต่างๆที่จะออกมาย่อมส่งผลกระทบต่อราคาทองคำไม่ทิศทางใดก็ทิศทางหนึ่ง
สำหรับสัปดาห์นี้ทางวายแอลจียังคงแนะนำให้นักลงทุนที่ได้ซื้อทองคำไว้แล้วให้ถือทองคำต่อไปโดยขยับเป้าหมายทำกำไรของนักลงทุนระยะกลางไปอยู่ที่บริเวณ 1,228 -1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาทองคำมีการย่อตัวลงมาก่อนก็ยังคงแนะนำให้นักลงทุนเข้าสะสมทองคำเพิ่มเติม ในส่วนของกรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในสัปดาห์นี้ทางวายแอลจีคาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,190 — 1,243 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับแนวต้านของการเคลื่อนไหวดังตารางที่ 1
สำหรับสัปดาห์นี้ทางวายแอลจียังคงแนะนำให้นักลงทุนที่ได้ซื้อทองคำไว้แล้วให้ถือทองคำต่อไปโดยขยับเป้าหมายทำกำไรของนักลงทุนระยะกลางไปอยู่ที่บริเวณ 1,228 -1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาทองคำมีการย่อตัวลงมาก่อนก็ยังคงแนะนำให้นักลงทุนเข้าสะสมทองคำเพิ่มเติม ในส่วนของกรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในสัปดาห์นี้ทางวายแอลจีคาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,190 — 1,243 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับแนวต้านของการเคลื่อนไหวดังตารางที่ 1
วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553
กูรูการเงินคาดปี58จะเกิดวิกฤติการเงินโลกอีกครั้ง
ซีอีโอของเจพีมอร์แกนระบุ ทุกๆ 5-7 ปีระบบการเงินโลกจะต้องเจอวิกฤติ ครั้งต่อไปจะอยู่ในปี 2558 เป็นช่วงก่อนการปฏิรูประเบียบทางการเงินและภาคการธนาคารของสหรัฐฯ...

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยการคาดการณ์ของ นายเจมี ไดมอน ซีอีโอ ของ เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ที่เข้าไปให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการไต่สวนต้นตอการเกิดวิกฤติการเงินสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ทุกๆ 5-7 ปี ระบบการเงินของโลกจะต้องเผชิญกับวิกฤติการเงินอีกครั้ง ท้ังนี้จากการคำนวณของนายไดมอน เชื่อว่า วิกฤติครั้งต่อไปที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกล้มลงอีก อาจปรากฏให้เห็นในปี 2558 ซึ่งจะเป็นช่วงปีก่อนการปฏิรูประเบียบทางการเงิน และภาคการธนาคารของสหรัฐฯและทั่วโลกจะเสร็จสมบูรณ์ และก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยการคาดการณ์ของ นายเจมี ไดมอน ซีอีโอ ของ เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ที่เข้าไปให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการไต่สวนต้นตอการเกิดวิกฤติการเงินสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ทุกๆ 5-7 ปี ระบบการเงินของโลกจะต้องเผชิญกับวิกฤติการเงินอีกครั้ง ท้ังนี้จากการคำนวณของนายไดมอน เชื่อว่า วิกฤติครั้งต่อไปที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกล้มลงอีก อาจปรากฏให้เห็นในปี 2558 ซึ่งจะเป็นช่วงปีก่อนการปฏิรูประเบียบทางการเงิน และภาคการธนาคารของสหรัฐฯและทั่วโลกจะเสร็จสมบูรณ์ และก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ
วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองคำปิดลดลง 10 เซนต์ หลังแรงซื้อเริ่มอ่อนแรง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดอ่อนตัวลงเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (13 ส.ค.) หลังจากที่สหรัฐเปิดเผยข้อมูลความเชื่อมั่นผู้บริโภค ราคาผู้บริโภค และยอดค้าปลีกที่เพิ่มสูงขึ้น
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ขยับลง 10 เซนต์ หรือ 0.2% ปิดที่ 1,216.6 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,212.30 - 1,219.80 ดอลลาร์
ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 4.4 เซนต์ ปิดที่ 18.109 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 3.3 เซนต์ ปิดที่ 3.2725 ดอลลาร์/ปอนด์
สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 5.40 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,526.20 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 6.20 ดอลลาร์ ปิดที่ 477.25 ดอลลาร์/ออนซ์
ทั้งนี้ ทองคำเดินหน้าขึ้นในช่วงเปิดตลาด ต่อเนื่องจากวานนี้ เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อทองในฐานะแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย โดยราคาได้เคลื่อนตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำเริ่มอ่อนตัวลง เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาดการณ์เล็กน้อยของสหรัฐและยุโรปช่วยบรรเทาบรรยากาศที่เป็นลบลงได้บ้าง
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนก.ค. หลังจากลดลงมาสองเดือนติดต่อกัน แต่ยังน้อยกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่าจะดีดตัวขึ้น 0.5% ซึ่งการปรับตัวขึ้นของยอดค้าปลีกเมื่อเดือนที่แล้วนั้น เป็นผลมาจากยอดขายยานยนต์และน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่ยอดขายสินค้าอื่นๆเกือบทุกประเภท ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ไปจนถึงวัสดุก่อสร้าง ยังซบเซา
ขณะที่ กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนก.ค. เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาน้ำมันและอาหารที่มีความผันผวน ขยับขึ้น 0.1% โดยเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น หลังการเปิดเผยรายงานดังกล่าว และทำให้ความน่าดึงดูดใจของทองคำลดลงในสายตาของนักลงทุน
นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนส.ค.โดยรอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งเพิ่มขึ้นแตะ 69.6 จากระดับ 67.8 ในเดือนก.ค. ซึ่งมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 68.8 แต่ก็ยังต่ำกว่าตัวเลข 76.0 ในเดือนมิ.ย. โดยความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นเหนือความคาดหมายนี้ แสดงให้เห็นว่า ความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจบรรเทาเบาบางลง และผู้บริโภคมีมุมมองที่เป็นบวกขึ้นเล็กน้อยเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ
ด้านสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของ 16 ประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร หรือ ยูโรโซน ขยายตัว 1% ในไตรมาส 2 ปีนี้ ซึ่งเป็นการขยายตัวที่แข็งแกร่งกว่าระดับ 0.2% ในไตรมาสแรก และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.7% ส่วนเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ของ 27 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ขยายตัว 1% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส และขยายตัว 1.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี
ยูโรสแตทระบุว่า ปัจจัยที่ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนขยายตัวได้ดีเกินคาดในไตรมาส 2 มาจากการขยายตัวที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจเยอรมนี โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานว่า เศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งมีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของยุโรป ขยายตัว 2.2% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปีนี้ และเป็นสถิติที่ขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 20 ปี
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดอ่อนตัวลงเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (13 ส.ค.) หลังจากที่สหรัฐเปิดเผยข้อมูลความเชื่อมั่นผู้บริโภค ราคาผู้บริโภค และยอดค้าปลีกที่เพิ่มสูงขึ้น
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ขยับลง 10 เซนต์ หรือ 0.2% ปิดที่ 1,216.6 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,212.30 - 1,219.80 ดอลลาร์
ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 4.4 เซนต์ ปิดที่ 18.109 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 3.3 เซนต์ ปิดที่ 3.2725 ดอลลาร์/ปอนด์
สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 5.40 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,526.20 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 6.20 ดอลลาร์ ปิดที่ 477.25 ดอลลาร์/ออนซ์
ทั้งนี้ ทองคำเดินหน้าขึ้นในช่วงเปิดตลาด ต่อเนื่องจากวานนี้ เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อทองในฐานะแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย โดยราคาได้เคลื่อนตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำเริ่มอ่อนตัวลง เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาดการณ์เล็กน้อยของสหรัฐและยุโรปช่วยบรรเทาบรรยากาศที่เป็นลบลงได้บ้าง
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนก.ค. หลังจากลดลงมาสองเดือนติดต่อกัน แต่ยังน้อยกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่าจะดีดตัวขึ้น 0.5% ซึ่งการปรับตัวขึ้นของยอดค้าปลีกเมื่อเดือนที่แล้วนั้น เป็นผลมาจากยอดขายยานยนต์และน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่ยอดขายสินค้าอื่นๆเกือบทุกประเภท ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ไปจนถึงวัสดุก่อสร้าง ยังซบเซา
ขณะที่ กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนก.ค. เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาน้ำมันและอาหารที่มีความผันผวน ขยับขึ้น 0.1% โดยเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น หลังการเปิดเผยรายงานดังกล่าว และทำให้ความน่าดึงดูดใจของทองคำลดลงในสายตาของนักลงทุน
นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนส.ค.โดยรอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งเพิ่มขึ้นแตะ 69.6 จากระดับ 67.8 ในเดือนก.ค. ซึ่งมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 68.8 แต่ก็ยังต่ำกว่าตัวเลข 76.0 ในเดือนมิ.ย. โดยความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นเหนือความคาดหมายนี้ แสดงให้เห็นว่า ความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจบรรเทาเบาบางลง และผู้บริโภคมีมุมมองที่เป็นบวกขึ้นเล็กน้อยเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ
ด้านสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของ 16 ประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร หรือ ยูโรโซน ขยายตัว 1% ในไตรมาส 2 ปีนี้ ซึ่งเป็นการขยายตัวที่แข็งแกร่งกว่าระดับ 0.2% ในไตรมาสแรก และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.7% ส่วนเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ของ 27 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ขยายตัว 1% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส และขยายตัว 1.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี
ยูโรสแตทระบุว่า ปัจจัยที่ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนขยายตัวได้ดีเกินคาดในไตรมาส 2 มาจากการขยายตัวที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจเยอรมนี โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานว่า เศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งมีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของยุโรป ขยายตัว 2.2% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปีนี้ และเป็นสถิติที่ขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 20 ปี
วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองคำปิดพุ่ง $17.50 หลังข้อมูลศก.อ่อนแอหนุนนลท.ซื้อทองเลี่ยงความเสี่ยง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2553
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแข็งแกร่งเมื่อคืนนี้ (12 ส.ค.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอในสหรัฐ รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสัปดาห์ที่แล้วที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 เดือน และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวลงในกลุ่มยูโรโซน ได้กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อสัญญาทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม สัญญาทองคำถูกกดดันในระหว่างวัน หลังจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.พุ่งขึ้น 17.50 ดอลลาร์ หรือ 1.5% ปิดที่ 1,216.70 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,199.50 - 1,218.50 ดอลลาร์
ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 16.3 เซนต์ ปิดที่ 18.065 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้น 3 เซนต์ ปิดที่ 3.3055 ดอลลาร์/ปอนด์
สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.พุ่งขึ้น 11 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,531.60 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ทะยานขึ้น 6.35 ดอลลาร์ หรือ 1.4% ปิดที่ 471.05 ดอลลาร์/ออนซ์
นักลงทุนเข้าถือครองสัญญาทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหลังจากสหรัฐและประเทศอื่นๆรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของ 16 ประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร หรือ กลุ่มยูโรโซน ลดลง 0.1% ในเดือนมิ.ย. หลังจากขยายตัว 1.1% ในเดือนพ.ค. ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย.จะเพิ่มขึ้น 0.6% ส่งผลให้เกิดความกังวลว่า เศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซนอาจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 7 ส.ค.เพิ่มขึ้น 2,000 ราย สู่ระดับ 484,000 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 เดือน สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 465,000 ราย จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่ระดับ 479,000 ราย ซึ่งเป็นหลักฐานล่าสุดที่บ่งชี้ว่าภาคเอกชนของสหรัฐยังคงลดการจ้างงาน
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแข็งแกร่งเมื่อคืนนี้ (12 ส.ค.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอในสหรัฐ รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสัปดาห์ที่แล้วที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 เดือน และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวลงในกลุ่มยูโรโซน ได้กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อสัญญาทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม สัญญาทองคำถูกกดดันในระหว่างวัน หลังจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.พุ่งขึ้น 17.50 ดอลลาร์ หรือ 1.5% ปิดที่ 1,216.70 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,199.50 - 1,218.50 ดอลลาร์
ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 16.3 เซนต์ ปิดที่ 18.065 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้น 3 เซนต์ ปิดที่ 3.3055 ดอลลาร์/ปอนด์
สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.พุ่งขึ้น 11 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,531.60 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ทะยานขึ้น 6.35 ดอลลาร์ หรือ 1.4% ปิดที่ 471.05 ดอลลาร์/ออนซ์
นักลงทุนเข้าถือครองสัญญาทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหลังจากสหรัฐและประเทศอื่นๆรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของ 16 ประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร หรือ กลุ่มยูโรโซน ลดลง 0.1% ในเดือนมิ.ย. หลังจากขยายตัว 1.1% ในเดือนพ.ค. ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย.จะเพิ่มขึ้น 0.6% ส่งผลให้เกิดความกังวลว่า เศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซนอาจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 7 ส.ค.เพิ่มขึ้น 2,000 ราย สู่ระดับ 484,000 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 เดือน สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 465,000 ราย จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่ระดับ 479,000 ราย ซึ่งเป็นหลักฐานล่าสุดที่บ่งชี้ว่าภาคเอกชนของสหรัฐยังคงลดการจ้างงาน
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




